Archive for the ‘Thai’ Category
Please join demonstration for Suu Kyi at Burmese Embassy, Monday May 18
เรียนทุกท่าน
ข่าวนี้อาจไม่เกี่ยวโดยตรงกับงานของเครือข่ายพลเมืองเน็ตเท่าไหร่
แต่ขอส่งข่าวต่อเพื่อการรับรู้ทั่วกันนะคะ
ถ้าข่าวนี้ รบกวนท่านใด โปรดอภัย
สุิภิญญา
ร่วมประท้วงหน้าสถานทูตพม่ากับพวกเรา
เครือข่ายสันติภาพเพื่อพม่า และตะโกน
“คืนอิสรภาพให้ นาง ออง ซาน ซูจี
และส่งตาน ฉ่วยขึ้นศาลโลก”
ตอบโต้กรณีรัฐบาลทหารพม่าตั้งข้อกล่าวหาและกักตัวเธอไว้ในคุกอินเส่งเพื่อรอขึ้นศาล วันจันทร์ ที่ ๑๘ พ.ค.นี้ กรุณาใส่เสื้อ -สีดำ พร้อมกันหน้าสถานทูต
วัน จันทร์ ที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐. ๓๐ น.
ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อเบอร์ 086 342 3216
Let’s show our support responding to the unjust court trial of Aung San Suu Kyi that will take place on Monday by shouting
“Free Aung San Suu Kyi
Send Than Shwe to ICC!”
Peace for Burma Coalition
Burmese Embassy
Monday 18 May 2009
Time: 10.30 am
Dress Code: Black Shirt
For more information, please contact no. 086 342 3216
Prosecution blocks Suwicha's appeal for Royal pardon-Prachatai
[FACT comments: How do you think these heartless bastards go home to their families at night. They certainly don’t deserve to call themselves Buddhists or Thais!]
Update on Suwicha: Prosecutor extends period for filing appeal, hampering attempt to seek royal pardon
Prachatai: May 15, 2009
http://www.prachatai.com/english/node/1210
According to Anont Nampa, lawyer for lèse majesté convict Suwicha Thakor, the public prosecutor has asked the Court to extend the period for filing an appeal that should have ended on May 3, to June 1. In effect, the case is not finished, and Suwicha’s family cannot start the process of seeking a royal pardon.
‘And if the prosecutor files an appeal during this time, the case will drag on,’ said Anont.
Source:
Lese majeste prosecutions-Manager
[FACT comments: This Manager article consolidates the information govt has given the public on censorship and discusses the application of lese majeste law. However, the highlight is the report that there are 32 current, ongoing lese majeste prosecutions and six planned, forthcoming cybercrime arrests. This is precisely the information given by police to Chiranuch Premchaiporn at Prachatai during her questioning so this is now verified by a second source.]
งล่า “ทักษิณ-จักรภพ” ข้ามโลก! จ่อปิดเว็บไซต์-วิทยุหมิ่นฯ อีก 4 พันแห่ง
Manager 360° Weekly: April 30, 2009
http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9520000048312
รัฐบาลสั่งล่าตัว “นช.ทักษิณ-จักรภพ” ข้ามโลก จี้ อสส.ประสานทั่วโลกโผล่ที่ไหนส่งกลับด่วน พร้อมใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงปิด “เว็บไซต์-วิทยุ” หมิ่นฯ ได้ทันที เบื้องต้นจ่อคิวปิดอีก 4 พันแห่ง ด้าน “บัวแก้ว” รอข้อมูลสื่อฯนอกยืนยันก่อนถอนพาสปอร์ต “จักรภพ” ส่วน ‘เลขาฯ พระปกเกล้าฯ‘ ชี้แก้ ม.112 เกาไม่ถูกที่คัน เสนอให้ ‘อสส.-ราชเลขาฯ‘ รับผิดชอบแทน ระบุไทยไม่ใช่ ‘แกะดำ‘ ยกเมืองนอกมี กม.ปกป้อง ขณะที่ อนุ กมธ.สภาผู้แทนฯ จี้รัฐมอบคดีให้ “ดีเอสไอ” จัดการตามล่าผู้กระทำผิดได้เร็วและง่ายกว่าสำนักงานตำรวจฯ
ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คงไม่มีใครปฏิเสธว่ามีคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูงเกิดขึ้นในช่องว่างที่ถี่ขึ้นตามลำดับพร้อมๆ กับความแตกแยกทางการเมืองที่ปริร้าวมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน และคงไม่มีใครปฏิเสธอีกเช่นกันว่า ข้อหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ที่ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” ถูกดึงมาใช้ในเกมการเมืองในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน
โดยเฉพาะขบวนการอดีตนายกฯ ทักษิณ ที่มีคดีเข้าข่ายหมิ่นสถาบันจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมาทั้งบุคคล วิทยุชุมชน และเว็บไซต์ หรือพูดง่ายๆ ว่ามีการเคลื่อนไหวเป็นขบวนการทั้งบนดิน-ใต้ดินอย่างมีเป้าหมาย ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าท้าทายต่ออำนาจรัฐอย่างมาก เพราะ การพูดที่หมิ่นเหม่, การโพสต์ข้อความที่จาบจ้วง, การให้ร้ายสถาบัน ความเห็นเหล่านี้ล้วนทำร้ายต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพของคนไทย จึงเป็นงานหลักของรัฐบาลที่จะใช้สรรพกำลังที่มีเข้าไปจัดการอย่างเด็ดขาด และรัดกุม อย่างเร่งด่วน.!
คดีหมิ่นพุ่งในยุค “ทักษิณ”
นสพ.พม่าปฐมบทจาบจ้วง!
สำหรับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่า พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เคยเปิดเผยว่ามีคดีที่ค้างอยู่ในมือ 32 คดีมีการส่งฟ้องอัยการแล้ว 4 คดี และเหลืออีก 28 คดีที่ยังอยู่ในการดำเนินการ และมีการแยกเป็นคดีหมิ่นทางเว็บไซต์ 15 คดี วิทยุชุมชน 2 คดี และที่เหลือเป็นคดีหมิ่นฯทั่วไปก็ตาม
แต่ความจริงกลับพบว่า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่อยู่ในมือตำรวจนั้นเป็นคดีความเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะในระยะเวลาตั้งแต่ปี 2549 มามีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 คดี และส่วนใหญ่เป็นคดีทางด้านเว็บไซต์ ที่หาตัวคนผิดได้ยากยิ่ง
แหล่งข่าวในภาครัฐบาลเปิดเผยว่า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เริ่มตั้งแต่ปี 2545 ที่ นสพ.New life of Myanmar ลงบทความจาบจ้วงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของไทย และหลังจากเดินทางไปประชุมกับประเทศพม่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้บอกว่าได้พูดกับพม่า และพม่าได้ขอโทษมาเรียบร้อยแล้วนั้น เมื่อไปดูเอกสารการประชุมจากกระทรวงต่างประเทศ ก็ไม่เคยมีการขอโทษเกิดขึ้น
หลังจากนั้นในปี 2547 มี เว็บไซต์มนุษยดอตคอม ที่มีการโจมตีราชวงศ์เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการสัมมนาประจำปีของคน 14 ตุลาเก่าๆ และมีชื่อ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ภูมิธรรม เวชยชัย และ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี มีการสืบได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่ไปเปิดที่ประเทศสวีเดน ซึ่งสมัย 14 ตุลา คนที่ไปก็คือ เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ ล้วนเป็นคนใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณทั้งนั้น
เว็บไซต์หมิ่นฯ สถาบัน ผุดเป็นดอกเห็ด
แม้ภายหลังจะมีการบล็อกเว็บไซต์นี้ได้ แต่กลับมีเว็บอื่นๆ ผุดขึ้นมาอีก และเว็บหมิ่นฯที่มีจำนวนมากนั้น จับสังเกตได้อีกว่า มีเพิ่มมากในวันที่มีการตัดสินคดีคุณหญิงพจมาน ชินวัตร (1 ส.ค.51) และคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (17 ต.ค.51) ซึ่งเพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาล จนไม่กี่วันที่ผ่านมา พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ระบุว่ามีการปิดเว็บไซต์หมิ่นไปแล้ว 2,300 เว็บไซต์ และยังเหลืออีก 3,000-4,000 เว็บไซต์ที่ยังไม่ได้ปิด ไม่รวมคดีหมิ่นอื่นๆ อยู่ในมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีก 40 กว่าคดี
แหล่งข่าวจากรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการ คือ การหายตัวไปของ จักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังที่มีการยกเลิกการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมานั้นและสืบได้ว่าไปอยู่ที่ประเทศพม่า แต่ไม่แน่ใจว่ามีความเกี่ยวข้องกับการเขียนบทความจาบจ้วงประเทศไทยของสื่อพม่าก่อนหน้านี้หรือไม่ หรือว่าเป็นจักรภพที่เขียนด้วยตนเอง?
เขายังกล่าวอีกว่า จากการติดตามในเรื่องนี้พบว่า จักรภพลึกๆ แล้วมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศคนหนึ่ง ซึ่งระยะหลังสื่อต่างประเทศ โดยเฉพาะสื่อของประเทศอังกฤษ มักจะมีบทความที่เขียนเกี่ยวกับการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่บ่อยครั้ง ทำให้สงสัยว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน และเป็นเครื่องมือทางการเมืองของจักรภพ เพ็ญแข และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยหรือไม่
6 ปัจจัยฝ่ายตำรวจทำคดีล่าช้า!
หมิ่นฯ ทางเว็บไซต์หาตัวผู้กระผิดยาก!
อย่างไรก็ดี คดีหมิ่นสถาบันที่มีมาอย่างต่อเนื่องได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความล้มเหลวในการทำงานของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ อัยการสูงสุด กระทรวงต่างประเทศ ที่ไม่สามารถนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้นั้น แหล่งข่าวจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า การทำคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของตำรวจสอบสวนนั้น ตำรวจถือว่าเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง และเป็นเรื่อง ‘ลับมาก‘ อีกทั้งเป็นคดีที่ยาก หลายครั้งจึงทำให้มีการสอบสวนล่าช้า โดยเฉพาะกรณีต่างๆ ดังนี้
1.คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเหล่านั้น มีขั้นตอนการสอบสวนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เหมือนคดีทั่วไป แต่จะมีระดับการพิจารณาที่มากกว่า เพราะเป็นคดีสำคัญ คือ ต้องมีผู้ใหญ่ระดับรองผู้บัญชาการมาพิจารณา และต้องให้ ผบ.ตร.ให้ความเห็นเป็นคนสุดท้าย จึงมีขั้นตอนหลายขั้นตอนก่อนส่งอัยการ
2.การสอบพยานของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพบางเรื่องทำได้ยาก เพราะไม่มีหลักฐาน จำต้องไปสืบสวนหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม
“บางเรื่องการหมิ่นปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่พอในชั้นศาล จะต้องมีหลักฐานอื่นมาประกอบ เช่น บันทึกเทป และจะต้องมีการไปสอบถามนักวิชาการด้านกฎหมายที่เป็นกลางด้วยอีกว่า กรณีนี้มีความผิดหรือไม่ผิด และหากผิด ผิดในประเด็นอะไร มีเจตนาอะไร ก่อนส่งให้อัยการสั่งฟ้องได้”
3.กรณีที่มีการสอบสวนผู้ถูกฟ้องแล้ว พอสอบสวนเสร็จ ตำรวจเตรียมจะส่งฟ้องไปยังอัยการ ผู้ถูกฟ้องก็การหนีไปต่างประเทศ กรณีนี้จะไม่สามารถส่งฟ้องดำเนินคดีได้ จะต้องนำตัวจำเลยกลับมาให้ได้ก่อน ซึ่งทำให้เรื่องการฟ้องสะดุดลงได้ เรียกว่าสำนวนมีเหตุสั่งไม่ได้ ไม่เหมือนคดีที่ผู้ถูกฟ้องร้องหนีไปเลยตั้งแต่ต้น และไม่เคยพบพนักงานสอบสวนมาก่อน คดีนี้จะทำได้ง่ายกว่า โดยการขอศาลออกหมายจับ ไม่ต้องมีตัวคนก็สั่งฟ้องได้
4.กรณีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทางเว็บไซต์ สืบคดีได้ยากมาก ต้องขอความร่วมมือกับกระทรวงไอซีที และตำรวจหน่วยที่ตรวจสอบการกระทำผิดทางเว็บไซต์ ซึ่งจะใช้วิธีการหาผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต แล้วดูว่าใครเป็นคนขอใช้บริการทางอินเทอร์เน็ต และหากมีการกระทำผิดในประเทศไทยก็สามารถไปจับตัวได้จากที่บ้านทันที
แต่ถ้าอยู่ต่างประเทศนั้นจะกลายเป็นเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งชาวต่างชาติจะไม่เข้าใจว่าการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีความผิด ต่างชาติจะเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา และที่ผ่านมามักไม่ได้รับความร่วมมือ ส่วนขั้นตอนการติดต่อก็ต้องอาศัยอัยการต่างประเทศ และกระทรวงต่างประเทศในการดำเนินเรื่องอีกด้วย ทั้งหมดนี้ใช้ระยะเวลาเป็นปี ถึงเวลานั้นคนทำผิดก็หนีไปแล้ว
5.แม้ตำรวจจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้รวดเร็ว มีความผิดแน่นอน เช่นกรณีไม่ยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง ทางตำรวจเห็นว่ามีความผิดชัดเจน มีการส่งเรื่องไปอัยการได้เร็ว แต่พอถึงมืออัยการ อัยการได้ส่งเรื่องกลับให้นำสืบเพิ่มเติม เช่น กรณีโชติศักดิ์ อ่อนสูง และเพื่อน มีการสั่งให้ไปถามผู้นำอิสลามในภาคใต้ของไทยด้วยว่า มีกฎข้อไหนของศาสนาอิสลามที่ขัดกับการยืนแสดงความเคารพดังกล่าวหรือไม่ และต้องถามไปทางจุฬาราชมนตรีด้วย
6.ถือปัจจัยสำคัญที่สุด คือ ตำรวจ ที่ได้รับเลือกไปอยู่ในคณะกรรมการสอบสวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น เป็นตำรวจสอบสวนที่ต้องทำคดีความปกติควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะในช่วงนี้แต่ละคนต้องรับคดีเกี่ยวกับการชุมนุมทั้งเสื้อเหลือง-เสื้อแดงด้วย ทำให้การทำคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทำได้ล่าช้า
“ตำรวจแต่ละคน ต้องมาถอดเทปการชุมนุม อย่างเสื้อเหลืองชุมนุมกันเป็น 100 วัน ก็ต้องถอดเทปทั้งหมด เสื้อแดงชุมนุมพูดที่ไหนบ้าง ก็ต้องมีการถอดเทปหาหลักฐาน พอต้องทำคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปด้วยก็เลยทำได้ช้า เว้นแต่บางเรื่องถ้าผู้ใหญ่สั่งมาถึงทำได้เร็ว”
เสนอ “อัยการสูงสุด” หน้าที่แทน ตร.
อย่างไรก็ดี “ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ราชบัณฑิต เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวเสนอแนะว่า คดีหมิ่นเบื้องสูงควรจะให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ทำคดี ไม่ใช่ให้อำนาจพนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะที่ผ่านมาชัดเจนว่าการทำงานของตำรวจมีหลายมาตรฐานไม่ได้ดูเจตนาของผู้กระทำความผิด ซึ่งหากอัยการสูงสุดเข้ามาดูแลคดีหมิ่นเบื้องสูงเชื่อว่าน่าจะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจและคดีหมิ่นเบื้องสูงจะลดน้อยลง
ขณะเดียวกันก็ควรจะให้สำนักราชเลขาธิการสามารถประสานงานกับอัยการสูงสุดในเรื่องคดีที่เกิดขึ้นก็จะทำให้คดีต่างๆที่มากมายในขณะนี้ลดน้อยลงไปได้
“ผู้กระทำผิดที่ไม่ได้มีเจตนา พลั้งเผลอ หรืออาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์พระองค์ท่านก็พระราชทานอภัยโทษทุกคดี”
ชี้ปัญหาอยู่ที่การ “ตีความ” ของ ตร.
นอกจากนี้ ตามหลักประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เขียนไว้ชัด 3 คำว่า 1.ผู้หมิ่นประมาท 2.ดูหมิ่น และ 3.อาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี และ รัชทายาท รวมถึงผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี แต่ปัญหาที่ผ่านกลับพบว่า มีหลายคดีที่ประชาชนไปแจ้งความเพราะทนพฤติกรรมบุคคลที่หมิ่นสถาบันไม่ได้ แต่ตำรวจกลับสั่งไม่ฟ้อง หรือบางคดีไม่น่าฟ้องสั่งฟ้องพนักงานสอบสวนก็สั่งให้ดำเนินคดี ซึ่งปัญหามาจากการตีความทั้ง 3 คำที่ว่ามาของพนักงานสอบสวนว่ามีมาตรฐานอย่างไรในการดำเนินคดีกล่าว
ที่ผ่านมา ข้อหาหมิ่นพระบรมราชานุภาพตาม มาตรา 112 ถูกนำใช้ในการกำจัดศัตรูทางการเมืองมากขึ้น โดยทั้ง 2 ฝ่ายก็กล่าวหากันไปมาในเรื่องความจงรักภักดีซึ่งล้วนทำให้สถาบันที่คนเคารพถูกดึงมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าจะควบคุมหรือปราบปรามผู้ที่คิดร้ายต่อสถาบัน
“ขอบเขตของมาตรานี้กว้างมาก มันจึงอยู่การตีความว่าจะเข้าข่ายหรือไม่นี่คือจุดอ่อนของกฎหมายหมิ่นฯ” ทองใบ ทองเปาด์ ทนายความแมกไซไซ และอดีต ส.ว.จังหวัดมหาสารคาม ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องกับกฎหมายเรื่องหมิ่นประมาทสถาบันเบื้องสูง
เสนอ “คดีหมิ่นฯ” อยู่ในอำนาจ DSI
ด้าน “จุติ ไกรฤกษ์” ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในคณะ อนุกรรมาธิการกำกับติดตามการป้องกันและปราบปรามเว็บไซต์และการกระทำหมิ่นพระ บรมเดชานุภาพ คณะกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขณะนี้การทำงานเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รัฐบาลยังเดินหน้าได้ช้า ที่สำคัญรัฐบาลยังไม่ยื่นเสนอให้เรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งหมดเป็นคดีพิเศษ เป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ ซึ่งจะสืบได้หมดว่าได้รับเงินมาจากไหน ใครเป็นคนทำ ฯลฯ ซึ่งจะทำได้มากกว่าการสืบสวนของตำรวจ หากวันไหนมีการยื่นเสนอให้คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นคดีพิเศษเมื่อไร คาดว่าจะสามารถสืบสาวหาต้นตอ และนำตัวมาดำเนินการตามกฎหมายได้
“สิ่งที่ปรารถนาที่สุดในเวลานี้ คือ อยากให้รัฐบาลจริงจังกับเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเหล่านี้ ให้เป็นนโยบายเร่งด่วน และผู้ใดให้การสนับสนุนทางการเงินกับคนทำเว็บไซด์จาบจ้วงทั้งหลาย ก็ให้เอาผิด เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุดของไทย จะล้มไม่ได้ ถ้าล้มไปประเทศไทยก็จะไม่เหลืออะไรแล้ว และที่สำคัญพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ และทรงงานเพื่อประเทศชาติมามากมาย”
จ่อเพิกถอนพาสปอร์ต “จักรภพ”
นอกจากการจัดการกับผู้กระทำความผิดในประเทศแล้วผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีไปต่างประเทศก็ต้องติดตามตัวมาดำเนินคดีเช่นกัน “ดร.ปณิธาน วัฒนายากร” รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและผู้ปฏิบัติหน้าโฆษกรัฐบาลกล่าวถึงการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และจักรภพ เพ็ญแข อดีตรมต.ประจำสำนักนายกฯ ว่าขณะนี้ ได้ให้อัยการสูงสุดแผนกคดีต่างประเทศ ประสานไปทุกประเทศที่มีข่าวว่าบุคคลทั้ง 2 ไปปรากฏตัวเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกระบวนของกฎหมายซึ่งในกรณีดังกล่าวสามารถดำเนินได้ 2 กรณี คือ 1.คือคดีที่อดีตนายกฯ กล่าวพาดพิงสถาบันที่เป็นคดีความอยู่ก่อนแล้ว ก็ประสานเพื่อนำมาดำเนินคดีในคดีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ส่วนคดีที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ก็หน้าที่ของตำรวจในการรวบรวมพยานหลักฐานก่อนจะสรุปสำนวนส่งฟ้องให้อัยการต่อไป 2.กรณีจักรภพก็ยังมีคดีติดตัวในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ยึดหลักในการทำคดีต่างประเทศเช่นเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ได้ประสานไปยังประเทศสหรัฐฯเพื่อให้สอบปากคำจักรภพ ในคดีกล่าวพาดพิงสถาบันที่เกิดขึ้นพร้อมขอตัวมาดำเนินคดีด้วย
“กรณีของคุณจักรภพ ที่ล่าสุดให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่าจะมีการต่อสู้แบบใต้ดิน และมีการจับอาวุธขึ้นต่อสู้ หากทางการไทยสมารถพิสูจน์ว่าเขาจริงกับสื่อดังกล่าว มันก็เข้าขอบเขตในการเพิกถอนพาสปอร์ตได้ เพราะเข้าข่ายความมั่นคงของประเทศ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล”
พ.ร.บ.มั่นคงคุม
“วิทยุชุมชน-เว็บไซต์”
ขณะที่การควบคุมดุแลวิทยุชุมชน และเว็บไซต์ที่มีการกล่าวที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันเบื้องสูงนั้นรัฐบาลมี พ.ร.บ.ความมั่นคงของรัฐสามารถเข้าจัดการได้ทันทีหากพิสูจน์ได้ว่าสถานีวิทยุใด หรือเว็บไซต์ใดกระทำความผิดจริงก็เข้าควบคุมดุแลได้ทันที แต่หากเป็นการติชม วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐ องค์กรอิสระ ตามขอบเขตของรัฐธรรมนูญที่ให้สามารถกระทำการได้ก็เป็นสิทธิเสรีภาพ มีอิสระในความคิดเห็นก็ไม่ควรเข้าไปแตะต้องต้องปล่อยให้แสดงความเห็นได้เต็มที่
ทั้งนี้ ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะมีกฎหมายออกรองรับโดยเฉพาะ คือ “กม.ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง” หากสถานีวิทยุชุมชน หรือ เว็บไซต์ปลุกปั่น ยุยง ส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชังระหว่างกัน ก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวแต่ในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายลูกออกมารองรับจำเป็นต้องใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงบังคับใช้ไปพลางๆ ก่อน
ไม่ควรแก้ กม.หมิ่นเบื้องสูง
ขณะเดียวกัน เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าได้ให้ความเห็นถึงกระแสการแก้ไข ม.112 เรื่องการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่า ปัญหาเรื่องกฎหมายหมิ่นเบื้องสูงที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะใช้ความรู้สึกตัดสินว่าถูกหรือผิดซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนาของ ม.112 และการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวกลับไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน อาทิ กรณี นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้นำเรื่องของคนที่โจมตีเบื้องสูงมาเล่าต่อบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยตำรวจหรือพนักงานสอบสวนก็บอกว่ามีความผิดหมิ่นสถาบันเบื้องสูงด้วยอย่างนี้มองได้ว่าพนักงานสอบสวนไม่ได้มองที่เจตนาของผู้พูดเลยว่าพูดเพื่อโจมตีหรือปกป้องสถาบันมาตรฐานอย่างนี้ถือว่าใช้ไม่ได้
โดยนั่นเป็นเพียงหนึ่งในคดีการเมืองที่ใช้มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นสถาบันเบื้องสูงมาใช้ในทางการเมืองต่อมาจึงเกิดกระแสต่อมาว่าน่าจะมีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นอันนี้ให้มีมาตรฐานที่ถูกต้องและเป็นธรรมแต่ต้องไม่ลืมว่าทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ก็ล้วนมีกฎหมายที่ป้องกันสถาบันเบื้องสูงแบบไทยทั้งสิ้น ไม่ใช่ว่ามีเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น อาทิ อังกฤษ เบลเยียม สเปน นอร์เวย์ ญี่ปุ่น ล้วนก็มีกฎหมายป้องกันเช่นกัน
โดยประเทศประชาธิปไตยรูปแบบใดๆ ก็ตามต่างก็ยอมรับว่า “ประมุขของรัฐ” มีฐานะต่างจากคนทั่วไปทุกคนในประเทศนั้น เพราะไม่ได้มีฐานะบุคคลแต่มีฐานะเป็น “สถาบัน” และเป็น “ผู้แทนรัฐหรือประเทศ” หลักการนี้เป็นหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นกฎหมายจารีตประเพณี และเป็นหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย
หลายประเทศมี กม.ป้องสถาบันแบบไทย
สำหรับประเทศที่มีกฎหมายป้องสถาบัน ตัวอย่างเช่น 1.รัฐธรรมนูญนอร์เวย์ ปี 1814 มาตรา 5 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะและจะถูกกล่าวหาหรือตรวจสอบมิได้”
2.รัฐธรรมนูญเดนมาร์ก ปี 1953 มาตรา 13 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ไม่ต้องทรงรับผิดทางการเมือง องค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสักการะ”
3.รัฐธรรมนูญเบลเยียม ปี 1970 มาตรา 88 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันละเมิดมิได้ รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบแทนพระมหากษัตริย์”
4.รัฐธรรมนูญสเปน มาตรา 56 (3) บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันละเมิดมิได้ และไม่ต้องทรงรับผิดชอบใดๆ ทางการเมือง”
5.รัฐธรรมนูญลักเซมเบิร์ก มาตรา 4 บัญญัติว่า “องค์แกรนด์ดยุคทรงดำรงอยู่ในฐานะอันละเมิดมิได้”
จะเห็นได้ว่า ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ต่างก็บัญญัติรัฐธรรมนูญรองรับพระราชสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ (sacred)เป็นที่เคารพสักการะหรือละเมิดมิได้ (inviolable) ทั้งสิ้น ข้อสำคัญ คือ ความคุ้มครองนี้มิได้คุ้มครองเฉพาะตำแหน่งพระมหากษัตริย์ แต่คุ้มครองไปถึงส่วนตัวหรือส่วนพระองค์ด้วย ดังจะเห็นได้ว่าการใช้ถ้อยคำว่า “The person of the King” หรือ “องค์พระมหากษัตริย์” อันเป็นการคุ้มครองที่รัฐธรรมนูญถวายไว้มากกว่าประมุขของรัฐที่เป็นประธานาธิบดี
“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแก้ไขมาตรา 112 เพราะตัวบทไม่ใช่ปัญหา แต่ควรไปแก้ที่การบังคับใช้กฎหมายและตีความเจตนาของผู้กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมาต่างหาก”
จากนี้ไปต้องจับตาดูว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะสามารถบังคับใช้กฎหมายหมิ่นสถาบันในขณะนี้ให้เกิดความศักดิ์ได้หรือไม่ เพื่อจัดการกับขบวนการบุคคล วิทยุชุมชน หรือเว็บไซต์ ที่กระทำความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเบื้องต้นผู้ที่รับหน้าที่นี้เป็นใครไม่ได้นอกจาก ตำรวจ ซึ่งถือเป็นกลไกแรกในกระบวนการยุติธรรม หากชั้นแรกเคร่งครัด-ตรงไปตรงมาเชื่อว่าการจัดการกับขบวนการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก และจะทำให้ขบวนการนี้ไม่กล้าจาบจ้วงสถาบันชั้นสูงอันเป็นที่รัก เคารพของคนไทยทุกคนอีกต่อไป!!
เรียกร้องแก้พรบ.คอมฯ หลัง500เว็บถูกบล็อก-Bangkok Biz News
à¹à¸£à¸µà¸¢à¸à¸£à¹à¸à¸à¹à¸à¹à¸à¸£à¸.à¸à¸à¸¡à¸¯ หลัà¸500à¹à¸§à¹à¸à¸à¸¹à¸à¸à¸¥à¹à¸à¸
à¹à¸à¸¢ : à¸à¸£à¸¸à¸à¹à¸à¸à¸à¸¸à¸£à¸à¸´à¸à¸à¸à¸à¹à¸¥à¸à¹
Bangkok Biz News: April 29, 2009
See also: http://www.thairath.co.th/content/tech/2855
29 à¹à¸¡.ย.à¸à¸µà¹à¸ªà¸à¸²à¸à¸±à¸à¸§à¸´à¸à¸±à¸¢à¸ªà¸±à¸à¸à¸¡ à¸à¸à¸°à¸£à¸±à¸à¸¨à¸²à¸ªà¸à¸£à¹ à¸à¸¸à¸¬à¸²à¸¥à¸à¸à¸£à¸à¹à¸¡à¸«à¸²à¸§à¸´à¸à¸¢à¸²à¸¥à¸±à¸¢- à¸à¸²à¸¢à¸à¸à¸ à¸à¸¶à¹à¸à¸ าà¸à¸£à¸à¹ à¸à¸.à¹à¸à¸£à¸à¸à¸²à¸£à¸à¸´à¸à¹à¸à¸à¸£à¹à¹à¸à¹à¸à¹à¸à¸·à¹à¸à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¸à¸£à¸°à¸à¸²à¸à¸ à¸à¸¥à¹à¸²à¸§à¹à¸à¸à¸²à¸£à¹à¸ªà¸§à¸à¸²à¸§à¸´à¸à¸²à¸à¸©à¹à¸à¸¥à¸à¸£à¸°à¸à¸à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¹à¸¥à¸°à¸à¸²à¸£à¹à¸¡à¸·à¸à¸à¸à¹à¸à¸ªà¸´à¸à¸à¸´à¸¡à¸à¸¸à¸©à¸¢à¸à¸à¸à¸¥à¹à¸¡à¸·à¸à¸à¹à¸à¹à¸ วà¹à¸² à¸à¸¹à¹à¸à¸³à¸à¸£à¸°à¹à¸à¸¨à¸à¸§à¸£à¸à¸°à¸«à¸à¸±à¸à¸§à¹à¸²à¹à¸¡à¹à¸¡à¸µà¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¹à¸à¸ªà¸²à¸¡à¸²à¸£à¸à¸à¸±à¸à¸à¸§à¸²à¸à¸à¸²à¸£à¹à¸à¸£à¹à¸à¸£à¸°à¸à¸²à¸¢à¸à¸à¸à¸à¸§à¸²à¸¡à¸à¸´à¸à¹à¸à¹ à¸à¸à¹à¸à¸¢à¸à¸±à¸à¸à¹à¸²à¸à¸£à¸±à¸à¸à¸²à¸¥à¸.à¸.à¸.à¸à¸±à¸à¸©à¸´à¸ à¸à¸´à¸à¸§à¸±à¸à¸£ à¹à¸¡à¹à¹à¸«à¹à¸à¸à¸à¸à¸£à¸.à¸à¸£à¸´à¸«à¸²à¸£à¸ªà¸à¸²à¸à¸à¸²à¸£à¸à¹à¸à¸¸à¸à¹à¸à¸´à¸ à¹à¸à¹à¸à¸³à¹à¸¡à¹à¸ªà¸³à¹à¸£à¹à¸ à¸à¸¶à¸à¸¡à¸µà¸à¸²à¸£à¸à¸±à¸à¸à¸±à¸à¹à¸à¹à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¸à¸±à¸à¸à¸¥à¹à¸²à¸§à¹à¸à¸à¸±à¸à¸«à¸§à¸±à¸à¸à¸²à¸¢à¹à¸à¸à¸ าà¸à¹à¸à¹
à¸à¹à¸à¸¡à¸²à¸£à¸±à¸à¸à¸²à¸¥à¸à¸²à¸¢à¸ªà¸¡à¸à¸²à¸¢ วà¸à¸¨à¹à¸ªà¸§à¸±à¸ªà¸à¸´à¹ à¹à¸à¹à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¸à¸±à¸à¸à¸¥à¹à¸²à¸§à¸à¸±à¸à¸à¸²à¸£à¸à¸±à¸à¸à¸¥à¸¸à¹à¸¡à¹à¸ªà¸·à¹à¸à¹à¸«à¸¥à¸·à¸à¸ à¹à¸¥à¸°à¸£à¸±à¸à¸à¸²à¸¥à¸à¸²à¸¢à¸à¸ ิสิà¸à¸à¸´à¹ à¹à¸§à¸à¸à¸²à¸à¸µà¸§à¸° à¸à¹à¹à¸à¹à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¸à¸±à¸à¸à¸¥à¹à¸²à¸§à¸à¸±à¸à¸à¸²à¸£à¸à¸±à¸à¸à¸¥à¸¸à¹à¸¡à¹à¸ªà¸·à¹à¸à¹à¸à¸ à¸à¸à¸°à¸à¸µà¹à¸à¸£à¸°à¸à¸²à¸à¸à¸à¸à¹à¸à¹à¸à¹à¸à¸µà¹à¸¢à¸¥à¹à¸²à¸ à¸à¸¹à¸à¹à¸à¸à¸à¹à¹à¸«à¹à¹à¸à¸ªà¸à¸±à¸à¸ªà¸à¸¸à¸à¸à¹à¸²à¸¢à¸«à¸à¸¶à¹à¸à¸à¹à¸²à¸¢à¹à¸ à¸à¸¢à¹à¸²à¸à¹à¸£à¸à¹à¸à¸²à¸¡ à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¹à¸à¸à¸£à¸°à¹à¸à¸¨à¹à¸à¸¢à¹à¸¡à¹à¸¡à¸µà¸à¸§à¸²à¸¡à¹à¸ªà¸¡à¸à¸ าภà¸à¸¹à¹à¸¡à¸µà¸à¸³à¸à¸²à¸à¹à¸à¹à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¹à¸à¸à¹à¸¥à¸·à¸à¸à¸à¸à¸´à¸à¸±à¸à¸´à¸¡à¸²à¸à¸¥à¸à¸
สำหรัà¸à¸à¸§à¸²à¸¡à¸à¸´à¸à¸à¸²à¸¡à¸.ร.à¸.à¸à¸à¸¡à¸à¸´à¸§à¹à¸à¸à¸£à¹ สามารà¸à¸à¸±à¸à¸à¸²à¸£à¹à¸à¹à¸à¸±à¹à¸à¹à¸ªà¸·à¹à¸à¹à¸«à¸¥à¸·à¸à¸à¹à¸¥à¸°à¹à¸ªà¸·à¹à¸à¹à¸à¸ à¸à¸¶à¹à¸à¸à¸¢à¸¹à¹à¸à¸±à¸à¸à¸¹à¹à¸¡à¸µà¸à¸³à¸à¸²à¸à¸à¸°à¹à¸¥à¸·à¸à¸à¹à¸à¹à¸à¸±à¸à¸à¸²à¸£à¸à¸±à¸à¸à¸¥à¸¸à¹à¸¡à¹à¸ à¸à¹à¸à¹à¸à¹à¸à¸à¸£à¸´à¸à¸à¸·à¸à¹à¸£à¸²à¸à¸¢à¸¹à¹à¹à¸à¸à¸£à¸£à¸¢à¸²à¸à¸²à¸¨à¸à¸à¸à¸ªà¸à¸à¸£à¸²à¸¡ à¸à¸£à¸°à¸à¸²à¸à¸à¸à¸°à¸à¸¹à¸à¸¥à¸¹à¸à¸«à¸¥à¸à¸£à¸°à¸«à¸§à¹à¸²à¸à¸à¸²à¸£à¸à¹à¸à¸ªà¸¹à¹à¸à¸à¸ 2 à¸à¸¥à¸¸à¹à¸¡ à¸à¸¶à¸à¸à¸¢à¸²à¸à¹à¸«à¹à¸à¸£à¸°à¸à¸²à¸à¸à¹à¸à¹à¸à¸à¸±à¸§à¸à¸à¸à¸à¸±à¸§à¹à¸à¸ à¸à¸à¸°à¸à¸µà¹à¸ าà¸à¸£à¸±à¸à¸à¸§à¸£à¹à¸£à¹à¸à¹à¸à¹à¹à¸à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¸à¸µà¹à¸à¸±à¸à¸à¸§à¸²à¸à¹à¸ªà¸£à¸µà¸ าà¸à¹à¸à¸à¸²à¸£à¹à¸ªà¸à¸à¸à¸§à¸²à¸¡à¸à¸´à¸à¹à¸«à¹à¸à¸à¸à¸à¸´à¸à¹à¸à¸à¸£à¹à¹à¸à¹à¸
“สมัยà¸.à¸.à¸.à¸à¸±à¸à¸©à¸´à¸à¸¡à¸µà¸à¸§à¸²à¸¡à¸à¸¢à¸²à¸¢à¸²à¸¡à¸à¸°à¸ªà¸à¸à¹à¸ªà¹à¹à¸à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¸à¸²à¸à¸«à¸¥à¸§à¸ หà¹à¸²à¸¡à¹à¸¡à¹à¹à¸«à¹à¸à¸¸à¸¡à¸à¸¸à¸¡à¸à¸à¸à¸²à¸à¸«à¸¥à¸§à¸ à¸à¸°à¸à¸¸à¸¡à¸à¸¸à¸¡à¹à¸à¹à¹à¸à¸ªà¸§à¸à¸ªà¸²à¸à¸²à¸£à¸à¸°à¹à¸à¹à¸²à¸à¸±à¹à¸ à¹à¸à¹à¸à¸³à¹à¸¡à¹à¸ªà¸³à¹à¸£à¹à¸à¹à¸à¸£à¸²à¸°à¸¨à¸²à¸¥à¸£à¸±à¸à¸à¸£à¸£à¸¡à¸à¸¹à¸à¸à¸µà¸à¸§à¸²à¸¡à¸§à¹à¸²à¸à¸±à¸à¸à¹à¸à¸«à¸¥à¸±à¸à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢ à¸à¸à¸°à¸à¸µà¹à¸£à¸±à¸à¸à¸²à¸¥à¸à¸±à¸à¸à¸¸à¸à¸±à¸à¸à¸³à¸¥à¸±à¸à¸¡à¸µà¸à¸§à¸²à¸¡à¸à¸´à¸à¸à¸·à¹à¸ ๠à¸à¸¶à¸à¸à¸¢à¸²à¸¢à¸²à¸¡à¸à¸³à¸à¸±à¸à¸ªà¸´à¸à¸à¸´à¹à¸à¸à¸²à¸£à¹à¸ªà¸à¸à¸à¸§à¸²à¸¡à¸à¸´à¸à¹à¸«à¹à¸à¹à¸¥à¸°à¸à¸²à¸£à¸à¸¸à¸¡à¸à¸¸à¸¡à¸à¸µà¸à¸à¸£à¸±à¹à¸ à¹à¸¡à¹à¸§à¹à¸²à¸à¸°à¸¡à¸µà¸à¸à¹à¸à¸¥à¸µà¸¢à¸à¸£à¸±à¸à¸à¸²à¸¥à¸à¸²à¸¢à¸à¸ ิสิà¸à¸à¸´à¹à¸¡à¸²à¸ à¹à¸à¹à¸à¸¡à¸¢à¸±à¸à¹à¸à¸·à¹à¸à¹à¸à¸£à¸±à¸à¸à¸²à¸¥à¸à¸¸à¸à¸à¸µà¹à¸§à¹à¸²à¸à¸°à¸ªà¸£à¹à¸²à¸à¸à¸§à¸²à¸¡à¸à¸£à¸à¸à¸à¸à¸à¹à¸à¸à¸²à¸à¸´à¸¡à¸²à¸à¸à¸§à¹à¸²à¸£à¸±à¸à¸à¸²à¸¥à¸à¸²à¸¢à¸ªà¸¡à¸±à¸à¸£ สุà¸à¸à¸£à¹à¸§à¸ à¹à¸¥à¸°à¸£à¸±à¸à¸à¸²à¸¥à¸à¸²à¸¢à¸ªà¸¡à¸à¸²à¸¢ วà¸à¸¨à¹à¸ªà¸§à¸±à¸ªà¸à¸´à¹ ” à¸à¸²à¸¢à¸à¸à¸ à¸à¸¥à¹à¸²à¸§
à¸.ส.สุภิà¸à¸à¸² à¸à¸¥à¸²à¸à¸à¸£à¸à¸à¹ à¹à¸à¸£à¸·à¸à¸à¹à¸²à¸¢à¸à¸¥à¹à¸¡à¸·à¸à¸à¹à¸à¹à¸ à¸à¸¥à¹à¸²à¸§à¸§à¹à¸² หาà¸à¹à¸¡à¹à¹à¸à¹à¸à¸±à¸à¸«à¸²à¸à¸²à¸à¸à¸²à¸£à¹à¸¡à¸·à¸à¸à¹à¸«à¹à¸à¸§à¸²à¸¡à¸à¸±à¸à¹à¸¢à¹à¸à¸¢à¸¸à¸à¸´à¸«à¸£à¸·à¸à¹à¸à¸²à¸à¸²à¸à¸¥à¸ à¸à¸°à¹à¸¡à¹à¸¡à¸µà¹à¸à¸£à¸¢à¸à¸¡à¸£à¸±à¸à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¹à¸à¸£à¸²à¸°à¹à¸à¹à¸¥à¸°à¸à¹à¸²à¸¢à¹à¸à¸·à¹à¸à¸§à¹à¸²à¸à¸à¹à¸à¸à¸à¸¹à¸à¹à¸¥à¸·à¸à¸à¸à¸à¸´à¸à¸±à¸à¸´à¸à¸¢à¹à¸²à¸à¹à¸¡à¹à¹à¸à¹à¸à¸à¸£à¸£à¸¡ à¸à¸µà¹à¸à¹à¸²à¸à¸¡à¸²à¸à¸§à¸²à¸¡à¹à¸à¸¥à¸µà¹à¸¢à¸à¹à¸à¸¥à¸à¸à¸²à¸à¸à¸²à¸£à¹à¸¡à¸·à¸à¸à¸ªà¹à¸à¸à¸¥à¸à¸£à¸°à¸à¸à¹à¸à¸¢à¸à¸£à¸à¸à¹à¸à¸ªà¸´à¸à¸à¸´à¹à¸ªà¸£à¸µà¸ าà¸à¸à¸à¸à¸à¸¥à¹à¸¡à¸·à¸à¸à¹à¸à¹à¸ มีà¸à¸²à¸£à¸à¸´à¸à¸à¸±à¹à¸à¸à¸¥à¹à¸à¸à¹à¸§à¹à¸à¹à¸à¸à¹à¸¡à¸²à¸à¸à¸§à¹à¸² 500 à¹à¸§à¹à¸à¹à¸à¸à¹ à¸à¸·à¸à¹à¸à¹à¸à¸ªà¸à¸´à¸à¸´à¸à¸µà¹à¸ªà¸¹à¸à¸à¸¶à¹à¸à¸à¸§à¹à¸² 50% หลัà¸à¸à¸£à¸°à¸à¸²à¸¨à¸.ร.à¸.à¸à¸à¸¡à¸à¸´à¸§à¹à¸à¸à¸£à¹à¹à¸à¸µà¸¢à¸ 1 à¹à¸à¸·à¸à¸ มีà¸à¸²à¸£à¸à¸±à¸à¸à¸¸à¸¡à¸à¸³à¹à¸à¸´à¸à¸à¸à¸µà¸à¸±à¸à¸à¸¹à¹à¸à¹à¸à¸à¸«à¸²à¸«à¸¥à¸²à¸¢à¸£à¸²à¸¢ à¸à¸¶à¹à¸à¹à¸à¹à¸à¸à¸²à¸£à¸à¸³à¹à¸à¸´à¸à¸à¸à¸µà¸à¸µà¹à¸à¹à¸³à¸à¹à¸à¸ à¹à¸¥à¸°à¸à¹à¸à¸à¸£à¸±à¸à¹à¸à¸©à¹à¸à¸´à¹à¸¡à¹à¸à¸´à¸¡à¸à¸²à¸à¸à¸§à¸²à¸¡à¸à¸´à¸à¹à¸à¸à¸à¸µà¸«à¸¡à¸´à¹à¸à¸à¸£à¸°à¸¡à¸²à¸à¸«à¸£à¸·à¸à¸à¸à¸µà¸«à¸¡à¸´à¹à¸à¸à¸£à¸°à¸à¸£à¸¡à¹à¸à¸à¸²à¸à¸¸à¸ าภยà¸à¸à¸±à¸§à¸à¸¢à¹à¸²à¸à¸à¸£à¸à¸µà¸à¸à¸à¸à¸²à¸¢à¸ªà¸¸à¸§à¸´à¸à¸² à¸à¹à¸²à¸à¹à¸ à¸à¸¹à¸à¸à¸±à¸à¸ªà¸´à¸à¹à¸«à¹à¸¥à¸à¹à¸à¸©à¸à¸³à¸à¸¸à¸à¸à¸¶à¸ 10 à¸à¸µ à¹à¸¥à¸°à¹à¸¡à¹à¹à¸à¹à¸£à¸±à¸à¸à¸²à¸£à¸à¸£à¸°à¸à¸±à¸à¸à¸±à¸§à¹à¸à¸à¸±à¹à¸à¸à¸²à¸£à¸à¸´à¸à¸²à¸£à¸à¸²à¸à¸à¸µ à¸.ร.à¸.à¸à¸à¸¡à¸à¸´à¸§à¹à¸à¸à¸£à¹à¹à¸¥à¸°à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¸§à¹à¸²à¸à¹à¸§à¸¢à¸à¸§à¸²à¸¡à¸à¸´à¸à¹à¸à¸µà¹à¸¢à¸§à¸à¸±à¸à¸à¸§à¸²à¸¡à¸¡à¸±à¹à¸à¸à¸à¸à¸à¸à¸£à¸±à¸ à¸à¸¶à¹à¸à¸¡à¸µà¸à¸à¸¥à¸à¹à¸à¸©à¸à¸³à¸à¸¸à¸à¸à¸¶à¸ 20 à¸à¸µ à¸à¸¶à¸à¸à¸±à¸à¸à¹à¸à¸ªà¸´à¸à¸à¸´à¹à¸ªà¸£à¸µà¸ าà¸à¸à¸±à¹à¸à¸à¸·à¹à¸à¸à¸²à¸à¸à¸à¸à¸à¸£à¸°à¸à¸²à¸à¸
à¸à¸±à¹à¸à¸à¸µà¹ à¹à¸à¸£à¸·à¸à¸à¹à¸²à¸¢à¸à¸¥à¹à¸¡à¸·à¸à¸à¹à¸à¹à¸ à¸à¸à¸°à¸à¸£à¸£à¸¡à¸à¸²à¸£à¸£à¸à¸£à¸à¸à¹à¹à¸à¸·à¹à¸à¸ªà¸´à¸à¸à¸´à¸¡à¸à¸¸à¸©à¸¢à¸à¸ à¸à¸à¸°à¸à¸£à¸£à¸¡à¸à¸²à¸£à¸£à¸à¸£à¸à¸à¹à¹à¸à¸·à¹à¸à¸à¸²à¸£à¸à¸à¸´à¸£à¸¹à¸à¸ªà¸·à¹à¸ ศูà¸à¸¢à¹à¸à¸£à¸°à¸ªà¸²à¸à¸à¸²à¸à¹à¸¢à¸²à¸§à¸à¸à¹à¸à¸·à¹à¸à¸à¸£à¸°à¸à¸²à¸à¸´à¸à¹à¸à¸¢ à¹à¸¥à¸°à¹à¸à¸£à¸·à¸à¸à¹à¸²à¸¢à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¸ªà¸´à¸à¸à¸´à¸¡à¸à¸¸à¸©à¸¢à¸à¸ à¹à¸à¹à¸à¸à¸à¹à¸à¸¥à¸à¸à¸²à¸£à¸à¹à¸£à¹à¸§à¸¡à¸à¸à¹à¸«à¹à¸¡à¸µà¸à¸²à¸£à¹à¸à¹à¹à¸à¸.ร.à¸.à¸à¸à¸¡à¸à¸´à¸§à¹à¸à¸à¸£à¹ à¹à¸à¸¢à¹à¸à¸à¸²à¸°à¹à¸à¸ªà¹à¸§à¸à¸à¸µà¹à¸¡à¸µà¸à¸¥à¸à¸£à¸°à¸à¸à¸à¹à¸à¸ªà¸´à¸à¸à¸´à¹à¸ªà¸£à¸µà¸ าà¸à¹à¸à¸à¸²à¸£à¹à¸ªà¸à¸à¸à¸§à¸²à¸¡à¸à¸´à¸à¹à¸«à¹à¸à¸à¸à¸à¸à¸£à¸°à¸à¸²à¸à¸ à¹à¸¥à¸°à¸à¸²à¸à¸¡à¸µà¸à¸²à¸£à¸£à¸§à¸à¸£à¸§à¸¡à¸£à¸²à¸¢à¸à¸·à¹à¸à¸à¸£à¸°à¸à¸²à¸à¸ 10,000 รายà¸à¸·à¹à¸ à¹à¸à¸·à¹à¸à¹à¸ªà¸à¸à¹à¸«à¹à¸¡à¸µà¸à¸²à¸£à¹à¸à¹à¹à¸à¸à¸à¸«à¸¡à¸²à¸¢à¸à¹à¸à¹à¸
Psst… want FREEDOM? (Pass the word!)
Psst… want FREEDOM?
http://facthai.wordpress.com
(pass the word, hummingbird!)
THE ABOVE URLS BEGIN WITH HTTPS://
การช่วยเหลือคุณสุวิชา ท่าค้อ | Support For Suwicha Thakor
การช่วยเหลือคุณสุวิชา ท่าค้อ | Support For Suwicha Thakor
Please contribute as generously as possible to Suwicha’s family. We all need to look after one another to win freedom and end repression.
(11 เม.ย. 2552) เพิ่มเติมหมายเลขบัญชีของลูกชายคุณสุวิชา
(April 11, 2009) Mr Suwicha’s son’s bank account added
ผู้ที่ต้องการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ สำหรับครอบครัวของคุณสุวิชา ท่าค้อ สามารถมอบเงินช่วยเหลือได้ทาง
เลขที่บัญชี: 408 – 0 – 31301 – 2
ชื่อบัญชี: นางอมร ท่าค้อ
ธนาคารกรุงไทย
หรือ
เลขที่บัญชี: 115 501 201 406 443
ชื่อบัญชี: ด.ช ธีรัตน์ ท่าค้อ
ธนาคารออมสิน สาขานครพนม
For those who are willing to support Mr. Suwicha Thakor and his family, you can transfer financial support directly to
Account No.: 408 – 0 – 31301 – 2
Account Name: Mrs. Amorn Thakor (Mr. Suwicha’s mother – the name may not be correctly spelled)
Krung Thai Bank (http://www.ktb.co.th/en/main/index.jsp)
or
Account No.: 115 501 201 406 443
Account Name: Theerat Thakor
Government Savings Bank, Nakhon Phanom Branch
ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี “สุวิชา ท่าค้อ” ตามมาตรา 112-Prachatai
ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี “สุวิชา ท่าค้อ” ตามมาตรา 112
Prachatai: April 3, 2009
http://www.prachatai.com/05web/th/home/16174
วันนี้ (3 เม.ย.52) เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดีที่พนักงานอัยการ โจทก์ ฟ้องนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16
ตัดสินว่ามีความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1), 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(2) และ 16(1) เนื่องจากเป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษตามมาตราที่มีโทษสูงสุด และความที่จำเลยกระทำความผิด 2 กระทง ให้ตัดสินให้ลงโทษ กระทงละ 10 ปี รวม 20 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กระทงละ 5 ปี คงเหลือโทษจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และให้ริบของกลาง
นางฐิติมา ท่าค้อ ภรรยาของนายสุวิชา วัย 36 ปี กล่าวภายหลังคำตัดสินว่า รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง และยังไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับการเลี้ยงดูลูก 3 คนที่ต่างกำลังอยู่ในวัยเรียน เพราะตนเป็นแม่บ้านมาตลอดมีสามีเป็นผู้หารายได้หลัก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ลูกชายคนโตอายุ 16 ปีได้บวชอยู่ที่วัดสระโบสถ์ จ.ร้อยเอ็ด ในโครงการถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
“เขาบอกว่าถ้าเขาออกมาได้จะลาออกจากงานไปอยู่บ้านนอกกัน เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา มาบอกทำไมล่ะว่าให้ปากคำแล้วจะปล่อยแฟนหนูกลับบ้าน” นางฐิติมากล่าว
ทั้งนี้ เมื่อเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมาอัยการสั่งฟ้องคดีนายสุวิชา ท่าค้อ กล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยการโพสต์รูปและข้อความลงบนอินเตอร์เน็ต โดยใช้นามแฝง 2 ชื่อ และในวันที่ 30 จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลในระหว่างนัดชี้สองสถาน และศาลนัดฟังคำตัดสินในวันนี้ เวลา 9.00 น.
สุวิชา อายุ 34 ปี ทำงานตำแหน่งวิศวกรเครื่องจักร ของบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2552 หน้าร้านสุวรรณการช่าง อ.เมือง จ.นครพนม คำร้องของพนักงานสอบสวนระบุว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-26 ธ.ค.2551 ผู้ต้องหากระทำผิดกฎหลายบท หลายกรรม ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลรูปภาพ ซึ่งเป็นการกระทำดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท ต่อมาวันที่ 14 ม.ค.2552 พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 92/2552 บริเวณหน้าร้านสุวรรณการช่าง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม
จากนั้นถูกควบคุมตัวจาก นครพนมมายังกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ วันที่ 16 มกราคม มายังศาลอาญา รัชดาภิเษก ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 27 มกราคม โดยระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหามาจนครบกำหนดแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์จำนวน 3 เครื่อง แผ่นซีดี และเอกสารอีกจำนวนหลายรายการ จึงขอฝากขังไว้ โดยระหว่างนั้น ทนายความของสุวิชาได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งประกันตัว 2ครั้ง แต่ศาลยกคำร้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปิดใจจากคุก สุวิชา ท่าค้อ
http://www.prachatai.com/05web/th/home/15329
ศาลยกคำร้องขอประกันตัว ‘สุวิชา ท่าค้อ’ ทนายเตรียมอุทธรณ์ต่อสัปดาห์นี้
http://www.prachatai.com/05web/th/home/15349
สุวิชา ท่าค้อ รับสารภาพ ศาลนัดฟังคำพิพากษา 3 เม.ย. นี้
ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี "สุวิชา ท่าค้อ" ตามมาตรา 112-Prachatai
ศาลตัดสินจำคุก 10 ปี “สุวิชา ท่าค้อ” ตามมาตรา 112
Prachatai: April 3, 2009
http://www.prachatai.com/05web/th/home/16174
วันนี้ (3 เม.ย.52) เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดีที่พนักงานอัยการ โจทก์ ฟ้องนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16
ตัดสินว่ามีความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1), 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(2) และ 16(1) เนื่องจากเป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษตามมาตราที่มีโทษสูงสุด และความที่จำเลยกระทำความผิด 2 กระทง ให้ตัดสินให้ลงโทษ กระทงละ 10 ปี รวม 20 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กระทงละ 5 ปี คงเหลือโทษจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และให้ริบของกลาง
นางฐิติมา ท่าค้อ ภรรยาของนายสุวิชา วัย 36 ปี กล่าวภายหลังคำตัดสินว่า รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง และยังไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไรกับการเลี้ยงดูลูก 3 คนที่ต่างกำลังอยู่ในวัยเรียน เพราะตนเป็นแม่บ้านมาตลอดมีสามีเป็นผู้หารายได้หลัก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ลูกชายคนโตอายุ 16 ปีได้บวชอยู่ที่วัดสระโบสถ์ จ.ร้อยเอ็ด ในโครงการถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี
“เขาบอกว่าถ้าเขาออกมาได้จะลาออกจากงานไปอยู่บ้านนอกกัน เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา มาบอกทำไมล่ะว่าให้ปากคำแล้วจะปล่อยแฟนหนูกลับบ้าน” นางฐิติมากล่าว
ทั้งนี้ เมื่อเมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมาอัยการสั่งฟ้องคดีนายสุวิชา ท่าค้อ กล่าวหาว่ากระทำความผิดโดยการโพสต์รูปและข้อความลงบนอินเตอร์เน็ต โดยใช้นามแฝง 2 ชื่อ และในวันที่ 30 จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลในระหว่างนัดชี้สองสถาน และศาลนัดฟังคำตัดสินในวันนี้ เวลา 9.00 น.
สุวิชา อายุ 34 ปี ทำงานตำแหน่งวิศวกรเครื่องจักร ของบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2552 หน้าร้านสุวรรณการช่าง อ.เมือง จ.นครพนม คำร้องของพนักงานสอบสวนระบุว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-26 ธ.ค.2551 ผู้ต้องหากระทำผิดกฎหลายบท หลายกรรม ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลรูปภาพ ซึ่งเป็นการกระทำดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท ต่อมาวันที่ 14 ม.ค.2552 พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 92/2552 บริเวณหน้าร้านสุวรรณการช่าง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม
จากนั้นถูกควบคุมตัวจาก นครพนมมายังกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ วันที่ 16 มกราคม มายังศาลอาญา รัชดาภิเษก ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 27 มกราคม โดยระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหามาจนครบกำหนดแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์จำนวน 3 เครื่อง แผ่นซีดี และเอกสารอีกจำนวนหลายรายการ จึงขอฝากขังไว้ โดยระหว่างนั้น ทนายความของสุวิชาได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งประกันตัว 2ครั้ง แต่ศาลยกคำร้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปิดใจจากคุก สุวิชา ท่าค้อ
http://www.prachatai.com/05web/th/home/15329
ศาลยกคำร้องขอประกันตัว ‘สุวิชา ท่าค้อ’ ทนายเตรียมอุทธรณ์ต่อสัปดาห์นี้
http://www.prachatai.com/05web/th/home/15349
สุวิชา ท่าค้อ รับสารภาพ ศาลนัดฟังคำพิพากษา 3 เม.ย. นี้
Raided rights group raises Somchai at HRC-WGJP
THAILAND: WGJP raises disappearance of Somchai Neelapaijit at Human Rights Council
Working Group on Justice for Peace: March 9, 2009
http://www.ahrchk.net/statements/mainfile.php/2009statements/1932/
The Working Group on Justice for Peace met with the UN Working Group on Enforced and Involuntary Disappearances (WGEID) today to deliver a statement by Angkhana Neelapaijit on the fifth anniversary of the disappearance of her husband and human rights lawyer Somchai. In the statement, Angkhana welcomed the attention given by the new government under Abhisit Vejjejiva on the case but called on the government to sincerely follow through with their words to investigate the case in a prompt, transparent and independent manner. In particular, Angkhana urged the Department of Special Investigation yet again to summon former PM Thaksin Shinawatra to testify as a witness as he had publicly proclaimed that Somchai was dead.
The statement was delivered by Somchai’s daughter, Pratapjit, who has been meeting with Special Procedures and delegations to the Human Rights Council this week to elaborate on latest developments regarding the issue of disappearances in Thailand, raising in particularly to lack of access to justice for the families of the disappeared.
The Working Group on Enforced and Involuntary Disappearances presented their annual report today at the Human Rights Council which contained the latest number of cases reported to its secretariat last year, numbering 7 cases bringing the total number to 53 pending cases. During the interactive dialogue with the Chairperson of the WGEID, the Canadian delegation raised the Somchai case in a question aimed at the working group, asking for details on the progress of the case. In response, the Thai government again reconfirmed its commitment to take all allegations of disappearances very seriously and put all efforts in addressing the cases in accordance with rule of law and principles of justice. Regarding particularly the Somchai case, the delegation mentioned that the new PM Abhisit had met recently with Angkhana to assure her that the Thai government is determined to do its utmost to bring the case to a conclusion based on the rule of law.
While these are indeed welcome words, the WGJP wants to remind the government that the Somchai case clearly demonstrates a failure of the justice system and represents the key impunity case in Thailand. The case has been pending in the Appeals Court since April of 2006. At the same time, the investigations by the DSI as well as the National Counter Corruption Commission, have not born any effective progress. While political will to bring the case to a close is of utmost importance, the government has the responsibility to follow through to ensure perpetrators are brought to justice. Strong allegations are pointing to deliberate obstructions in the investigation by state agents, including the destruction of evidence.
It has now been five years since Somchai’s disappearance and according to section 61 and 62 of the Civil and Criminal Procedure Code, a disappeared person can be declared dead. In this light, Angkhana will request the civil court to announce that Somchai was disappeared. In five years little progress has been made in delivering justice for this case, which highlights the necessity for the Convention of All Persons against Enforced Disappearances to be implemented in Thailand which would provide for the criminalization disappearances and establish the right to truth. The Thai delegation to the Human Rights Council announced the government’s consideration to becoming a state party to the newest convention to show its commitment to take this issue seriously and address cases of disappearances. While 81 countries have already signed unto the convention, none of the ASEAN countries have done so. Thailand can therefore set an example to show its commitment to cooperate with efforts by the international community and ratify these important instruments.
While commemoration activities are taking place in Bangkok on the anniversary of Somchai disappearance, which will include prominent speakers of the PM office, the Office of the High Commissioner for Human Rights, academics and international missions to Thailand, Pratapjit will be presenting on the situation of disappearances in Thailand at a side event of the human rights council organized by the Asian Federation against Disappearances and the Federation of Families of the Disappeared in Latin America which will highlight the urgency of the ratification of the new convention to ensure families across the globe receive justice and adequate compensation.
For more information, contact Puttanee Kangkun: 086 332 1249
# # #
About AHRC: The Asian Human Rights Commission is a regional non-governmental organisation monitoring and lobbying human rights issues in Asia. The Hong Kong-based group was founded in 1984.
AHRC-FPR-020-2009-TH
กรุงเทพ 10/2009
11 มีนาคม 2009
ประเทศไทย : คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ เรียกร้องสภาสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติทวงถามความคืบหน้าคดีทนายสมชาย
กรุงเจนีวา วันที่ 10 มีนาคม 2552 — วันนี้คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพได้เข้าพบกับคณะทำงานด้านคนหายของสหประชาชาติเพื่อส่งสารจากนางอังคณา นีละไพจิตรเกี่ยวกับการครบรอบห้าปีการหายสาบสูญของสามีและทนายความสิทธิมนุษยชนสมชาย นีละไพจิตรต่อที่ประชุมนานาชาติ นางอังคณาแสดงความยินดีที่รัฐบาลชุดใหม่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้ความสนใจติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีดังกล่าว หากแต่ยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาสัจจะในการสืบสวนคดีอย่างจริงใจ จริงจัง โปร่งใสและเป็นอิสระ ขณะเดียวกันนางอังคณายังเรียกร้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอออกหมายเรียกตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรมาให้ปากคำในฐานะพยานหลังจากที่อดีตนายกฯเคยกล่าวในที่สาธารณะว่าทนายสมชายได้เสียชีวิตแล้ว
ขณะเดียวกันนางสาวประทับจิต บุตรสาวของทนายสมชายได้เข้าพบกับผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติ รวมทั้งตัวแทนจากภาครัฐและเอ็นจีโอต่างๆในที่ประชุมสภาสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council) อาทิตย์นี้เพื่อชี้แจงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับประเด็นการบังคับให้บุคคลสูญหายในประเทศไทย โดยเฉพาะการที่ครอบครัวของบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้
ในที่ประชุมวันนี้คณะทำงานด้านคนหายของสหประชาชาติได้นำเสนอรายงานประจำปี ซึ่งประกอบด้วยกรณีคนหายล่าสุดที่ได้รับรายงานในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 7 กรณี รวมเป็นคดีที่ยังไม่ได้รับการสะสางทั้งสิ้น 53 คดี ระหว่างการชี้แจงและซักถามต่อประธานของคณะทำงานด้านคนหาย ตัวแทนจากประเทศแคนนาดาได้ซักถามคณะทำงานฯเกี่ยวกับรายละเอียดความคืบหน้าเกี่ยวกับการติดตามการหายสาบสูญของทนายสมชาย รัฐบาลไทยได้กล่าวยืนยันอีกครั้งว่าจะติดตามกรณีคนหายทั้งหมดอย่างจริงจังและเป็นไปตามหลักนิติธรรมและความยุติธรรม ตอบข้อซักถามเกี่ยวกับการหายตัวไปของทนายสมชาย ตัวแทนรัฐบาลไทยกล่าวว่านายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันได้พบกับนางอังคณาเมื่อไม่นานมานี้และได้ให้หลักประกันว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ในการติดตามหาข้อสรุปต่อกรณีการหายตัวไปของทนายสมชายอย่างดีที่สุดโดยยึดหลักนิติธรรมเป็นหลัก
ขณะที่คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพรู้สึกยินดีต่อคำชี้แจงดังกล่าว คณะทำงานฯต้องการย้ำเตือนรัฐบาลว่ากรณีการหายตัวไปของทนายสมชายนอกจากจะแสดงให้เห็นชัดเจนถึงความล้มเหลวของกระบวนการยุติธรรมของไทย ยังเป็นการปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลอีกด้วย กรณีทนายสมชายยังคงค้างคาอยู่ที่ศาลอุทธรณ์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2549 ขณะเดียวกันก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆจากทางดีเอสไอและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ถึงแม้ว่าการที่รัฐบาลแสดงเจตจำนงในการติดตามหาข้อสรุปเกี่ยวกับคดีดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลมีหน้าที่ในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้วยเช่นกัน ข้อกล่าวหาหนักแน่นจำนวนมากชี้ให้เห็นถึงความพยายามขัดขวางการตรวจสอบคดีอย่างจงใจโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่นการทำลายหลักฐานที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี เป็นต้น
เป็นเวลา 5 ปีแล้วที่นายสมชายถูกทำให้หายไป ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 61 และ 62 ของกฎหมายแพ่งและพานิชย์กำหนดให้สิ้นสภาพบุคคลทางกฎหมาย (ตายตามกฎหมาย) ในการนี้นางอังคณาจึงต้องร้องขอให้ศาลฯ ประกาศว่านายสมชายเป็นบุคคลสาบสูญ โดยเฉพาะในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีความคืบหน้าทางคดีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นกรณีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นของประเทศไทยในการลงนามและให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันบุคคลสูญหายของสหประชาชาติ อันจะมีผลให้การบังคับให้บุคคลสูญหายถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงตามกฎหมาย และยังเสริมสร้างสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงความจริงอีกด้วย ซึ่งในการประชุมสภาสิทธิมนุษยชน ผู้แทนจากประเทศได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่ารัฐบาลไทยได้ตัดสินใจที่จะร่วมลงนามเป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับดังกล่าวแล้วเพื่อแสดงเจตนารมณ์อันชัดเจนในการแก้ไขปัญหาการบังคับให้บุคคลสูญหายอย่างจริงจัง อันจะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ลงนามในอนุสัญญาฯ ร่วมกับอีก 81 ประเทศทั่วโลก และก้าวขึ้นมาเป็นประเทศตัวอย่างที่แสดงเจตจำนงค์อย่างชัดเจนในการร่วมมือกับสังคมนานาชาติในการให้สัตยาบันแก่กลไกสำคัญในการปกป้องสิทธิมนุษยชน
ขณะที่กิจกรรมเพื่อรำลึกถึงการหายไปของทนายสมชาย นีละไพจิตรที่กรุงเทพมหานครกำลังดำเนินอยู่ด้วยความร่วมไม้ร่วมมือระหว่างผู้แทนจากสำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการระดับสูงด้านสิทธิมนุษยชน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการหลายสาขา และรวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศที่ประจำอยู่ในประเทศไทย ในเวลาเดียวกันนนั้น นางสาว ประทับจิตจะรายงานสถานการณ์การถูกบังคับให้สูญหายในประเทศไทยในการประชุมคู่ขนานกับการประชุมของสภาสิทธิมนุษยชนซึ่งจัดโดยสมาพันธ์ต่อต้านการบังคับให้สูญหายแห่งเอเชีย (Asian Federation Against Disappearances) และสมาพันธ์ครอบครัวผู้สูญหายในทวีปอเมริกาใต้ (Asian Federation against and the Federation of Families of the Disappeared in Latin America) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการให้สัตยาบันในอนุสัญญาฉบับดังกล่าวนี้เพื่อเป็นคำมั่นให้แก่ญาติผู้สูญหายทั่วโลกมั่นใจว่าพวกเขาจะได้รับความยุติธรรมและการชดเชยความสูญเสียอย่างเท่าเทียม
ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ: คุณพุทธณี กางกั้น 086 332-1249
# # #
เกี่ยวกับ AHRC : คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (The Asian Human Rights Commission : AHRC) เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนในระดับภูมิภาค ซึ่งทำงานตรวจสอบและรณรงค์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเอเชีย AHRC ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2527 โดยมีสำนักงานอยู่ที่ฮ่องกง
Online free expression day demo March 12-RSF
Reporters Without Borders launches first Online Free Expression Day March 12
Reporters Without Borders: March 7, 2009
http://mt.m2day.org/2008/content/view/18918/84/
The new list of Internet Enemies
Download the updated version of the Handbook for Bloggers and Cyber-Dissidents
“From now on, we will organise activities every 12 March to condemn cyber-censorship throughout the world,” Reporters Without Borders said. “A response of this kind is needed to the growing tendency to crack down on bloggers and to close websites.”
Take part in the cyber-demo [FACT: It's fun and easy!]
“Today, the first time this day is being marked, we are giving all Internet users the opportunity to demonstrate in places were protests are not normally possible. We hope many will come and protest in virtual versions of Beijing’s Tiananmen Square, Cuba’s Revolution Square or on the streets of Rangoon, in Burma. At least 62 cyber-dissidents are currently imprisoned worldwide, while more than 2,600 websites, blogs or discussions forums were closed or made inaccessible in 2007.”
The press freedom organisation added: “Our list of ‘Internet Enemies’ has also been updated with the addition of two countries – Ethiopia and Zimbabwe. And we are offering an new version of our Handbook for Bloggers and Cyber-Dissidents.”
Reporters Without Borders learned last night that UNESCO has withdrawn its patronage for today’s Online Free Expression Day (read our press release).
To denounce government censorship of the Internet and to demand more online freedom, Reporters Without Borders is calling on Internet users to come and protest in online versions of nine countries that are Internet enemies during the 24 hours from 11 a.m. tomorrow, 12 March, to 11 a.m. on 13 March (Paris time, GMT +1). Anyone with Internet access will be able to create an avatar, choose a message for their banner and take part in one of the cyber-demos taking place in Burma, China, Cuba, Egypt, Eritrea, North Korea, Tunisia, Turkmenistan and Vietnam.
There are 15 countries in this year’s Reporters Without Borders list of “Internet Enemies” – Belarus, Burma, China, Cuba, Egypt, Ethiopia, Iran, North Korea, Saudi Arabia, Syria, Tunisia, Turkmenistan, Uzbekistan, Vietnam and Zimbabwe. There were only 13 in 2007. The two new additions to the traditional censors are both to be found in sub-Saharan Africa: Zimbabwe and Ethiopia.
“This is not at all surprising as these regimes regularly hound the traditional media,” Reporters Without Borders says in the introduction to its report.“Internet penetration is very slight, but nevertheless sufficient to give them a few nightmares. They follow the example of their seniors and draw on the full arsenal of online censorship methods including legislation, monitoring Internet cafés and controlling ISPs.”
There is also a supplementary list of 11 “countries under watch.” They are Bahrain, Eritrea, Gambia, Jordan, Libya, Malaysia, Sri Lanka, Tajikistan, Thailand, United Arab Emirates and Yemen. Unlike the “enemies,” these countries do not imprison bloggers or censor the Internet massively. But they are sorely tempted and abuses are common. Many of them have laws that they could use to gag the Internet if they wanted. And the judicial or political authorities often use anti-terrorism laws to identify and monitor government opponents and activists expressing themselves online.
“The hunting down of independent thinkers online is all the more effective as several major western companies have colluded with governments in pinpointing ‘trouble-makers’,” the reports says. “US company Yahoo! apologised in 2007 for a ‘misunderstanding’ which ended in journalist Shi Tao being sent to prison for ten years. The company has been responsible for the imprisonment of a total of four Chinese cyber-dissidents. It was apparently willing to ‘obey local laws’ that forced it to identify Internet users deemed to be dangerous.”
Finally, a new version of the Handbook for Bloggers and Cyber-Dissidents is available in French and English on the Reporters Without Borders website (www.rsf.org). It offers practical advice and techniques on how to start up a blog, how to blog for anonymously and how to circumvent censorship. It also includes the accounts of bloggers from countries such as Egypt and Burma.
The cyber-demonstration was devised and produced by the Saatchi & Saatchi advertising agency.